www.kapukluk.com
 
 
นิทานอีสป นิทานทั่วไป นิทานชาดก นิทานวรรณคด นิทานเวตาล  
 

ชาติที่ 3 พระสุวรรณสาม

สุวรรณสามชาดกเป็นเรื่องราวในอดีตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือ การแผ่เมตตาจิตให้สรรพสัตว์ทั้งปวง
เป็นสุขโดยทั่วหน้ากัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ เพศ วัย หรือเผ่าพันธ์ุใด ๆ เพราะท่านคิดว่าสัตว์โลก คือ เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังนั้นท่านจึงมีความปรารถนาจะนำพาหมู่สัตว์ข้ามวัฏสงสารไปสู่นิพพานในพระชาตินี้ พระโพธิสัตว์สุวรรณสามได้บำเพ็ญเมตตาบารมีอย่างยิ่งยวดแม้ว่าจะถูกประทุษร้ายจนสิ้นชีวิตก็ตามการสร้างเมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์ในพระชาตินี้

เมื่อครั้นอดีตกาลนานมาแล้ว มีนายพรานผู้หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทางตอนใต้ของเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นละแวกหมู่บ้านนายพราน

ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำก็มีนายพรานอีกหลัง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท รักใคร่ชอบพอกันดีกับนายพรานฝั่งนี้ ทั้งสองสัญญากันว่าหากมีลูกสาวกับลูกชายก็จะให้แต่งงานกัน ซึ่งในไม่ช้าภรรยาของทั้งสองนายพรานก็ตั้งครรภ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน นายพรานทั้งสองบ้านยิ่งปีตินักเมื่อนายพรานฝั่งนี้ได้บุตรชาย และให้ชื่อว่า ทุกูลกุมาร ส่วนบ้านฝั่งโน้นได้บุตรีมีชื่อว่า ปาริกากุมารี

ทั้งสองลูกนายพรานนี้นับว่ามีนิสัยใจคอแตกต่างผิดจากบุพการียิ่งนัก แม้เกิดในหมู่บ้านนายพราน หากทว่าเด็กทั้งคู่กลับมินำพาในการล่าสัตว์ล่าเนื้อ ทุกูลและปาริกาต่างก็มีน้ำใจเมตตาปรานี มิยอมให้ผู้คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อเห็นสภาพสัตว์ที่ถูกทำร้ายก็จะพากันสลดหดหู่ใจเป็นยิ่งนัก


ครั้นเมื่อเด็กทั้งสองเติบโตจนมีอายุได้ ๑๖ ปี บิดามารดาของทั้งสองก็จัดงาน แต่งงานให้ทุกูลและปาริกา และก็อบรมสั่งสอนวิชาพรานให้แก่คนทั้งสอง เพื่อจะได้ล่าสัตว์ยังชีพสืบต่อไปได้

"ท่านพ่อ ลูกไม่อยากเรียนวิชาฆ่าสัตว์ ยิงธนู ล่าเนื้อ ลูกไม่อยากทำลายชีวิตอื่นแล้วเอามาเลี้ยงชีวิตเราขอรับ"

ทุกูลกุมารบอกกับพ่ออย่างมุ่งมั่นด้วยจิตใจอันอ่อนโยน พรานผู้พ่อไม่เข้าใจจึงว่า

"แล้วเจ้าจะทำมาหากินอย่างไร ในเมื่อเจ้าก็เกิดมาอยู่ในบ้านพรานเช่นนี้ ถ้าคิดรังเกียจการล่าสัตว์ล่าเนื้อ ก็คงต้องไปเดินทางสายอื่นของเจ้า"

"ถ้าเช่นนั้น ลูกก็ขอไปออกบวชขอรับท่านพ่อ"

นับแต่นั้น ทุกูลและปาริกาก็ชวนกันออกจากบ้านนายพรานไปอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำมิคสัมมตา บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าอย่างสงบสุข

ยามนั้นพระอินทร์บนสรวงสวรรค์คิดช่วยเหลือคนทั้งสอง จึงให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตรบรรณศาลาให้ และพระอินทร์ยังทรงห่วงภายหน้าว่า คนทั้งสองจะต้องเสียดวงตาด้วยผลกรรมเก่าแล้ว ถ้าไม่มีผู้ปรนนิบัติดูแลคนทั้งสองจะอยู่ได้สะดวกสบายอย่างไร ดังนั้นพระอินทร์จึงจำแลงกายไปหาทุกูลและปาริกา แนะวิธีที่จะให้ทั้งสองมีบุตรได้โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันทางกามารมณ์

"เมื่อถึงวาระที่ภรรยาของท่านมีระดู ท่านจงเอามือของท่านลูบท้องของนาง ๓ ครั้ง แล้วนางก็จะตั้งครรภ์ได้"

เมื่อทุกูลกระทำตามเช่นนั้น ในไม่ช้าปาริกาก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายผิพรรณงามดั่งทอง
จึงขนานนามว่า "สุวรรณสาม" ซึ่งเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยนอาทรและ มีความประพฤติดีงามเหมือนบิดามารดา

ด้วยความที่มีบุญญาและความเมตตาปรานี ยามบิดามารดาออกไปหาผลไม้ในป่า เด็กชายสุวรรณสามก็จะมีเพื่อนเล่นเป็นพวกกินรี และสัตว์ป่าทั้งหลายที่มาแวดล้อมชิดใกล้มิได้ทำอันตรายใด ๆ

เมื่อสุวรรณสามเจริญวัยได้ ๑๖ ปีแล้ว ก็ไม่อยากให้บิดามารดาต้องลำบากออกไปเก็บผลหมากรากไม้ตามลำพังจึงแอบสะกดรอยตามไปจนล่วงรู้เส้นทางดีว่าจะต้องไปหายังหนแห่งใดบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ทุกูลและปาริกาเข้าป่าไปหาผลหมากรากไม้ ก็ประสบพายุลมฝนพัดกระหน่ำจนต้องเข้าไปหลบพายุใต้ร่มไม้เหนือจอมปลวกซึ่งเป็นที่อยู่ของงูเห่ามีพิษร้าย

งูเห่านั้นเมื่อถูกบุกรุกก็โกรธ จึงพ่นพิษงูออกมาใส่ดวงตาของทุกูล และปาริกาจนดวงตามืดบอดมองอะไรไม่เห็น

อันผลกรรมเก่านี้เนื่องเพราะในชาติปางก่อน ทุกูลเป็นแพทย์ที่รักษาตาให้เศรษฐีแล้วมิได้ค่ารักษาปาริกาผู้ภรรยาจึงโกรธและให้เอายาป้ายตาให้บอดเสีย บาปนี้จึงติดตามมาสนองในชาตินี้

ฝ่ายสุวรรณสามเห็นบิดามารดาหายไปนานจนเย็นย่ำแล้วจึงออกจากบรรณศาลาไปตามหา เมื่อพบว่าบิดามารดาถูกพิษงูตามืดบอดสุวรรณสามก็ร้องไห้แล้วก็หัวเราะออกมา

"ลูกหัวเราะเรื่องนี้ทำไมรึ" บิดามารดาถามอย่างไม่เข้าใจ

"ก็ลูกจะได้ปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สักทีไงเล่า ที่ร้องไห้นั้นด้วยเพราะเสียใจกับเคราะห์กรรมของพ่อแม่ แต่ดีใจยิ่งนักที่จะได้รับใช้พ่อแม่สืบไป"

จากนั้นสุวรรณสามก็ให้บิดามารดาเกาะไม้เท้าเดินกลับบรรณศาลาอาศรม แล้วสุวรรณสามก็ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาอย่างดีเลิศ นำเชือกมาผูกไว้เป็นราวยังที่เดินจงกรม และที่ต่าง ๆ รอบอาศรมเพื่อให้บิดามารดาเกาะแล้วเดินไปได้สะดวก

ยามเช้าปัดกวาดจัดที่นั่งที่นอนให้เรียบร้อยออกไปตักน้ำที่แม่น้ำมิคสัมมตา จากนั้นจึงออกไปขุดเผือกมันหาผลหมากรากไม้ ยามเย็นก่อไฟต้มน้ำล้างมือและเท้าให้บิดามารดา ตัวเองก็กินผลไม้ที่เหลือจากบิดามารดาแล้ว มีความสุขสงบด้วยกัน ๓ คน เป็นที่ตื้นตันแก่บิดามารดานัก

ต่อมาได้มีพระเจ้ากบิลยักราช กษัตริย์กรุงพาราณสีได้เสด็จตามลำพัง เพื่อมาล่าสัตว์ในป่าด้วยความโปรดปราน ครั้นเมื่อพระราชาเสด็จประพาสผ่านมาทางแม่น้ำมิคสัมมตาทรงพบเห็นรอยเท้ากวางมากมาย จึงหลบซุ่มในพุ่มไม้หวังยิงกวาง ซึ่งในไม่ช้าหมู่เนื้อและกวางต่างก็ตามสุวรรณสามมาที่ริมแม่น้ำราวกับเป็นบริวารที่จงรัก

พระราชามิเคยเห็นว่าจะมีผู้คนอยู่ในป่าลึกแห่งนี้ อีกทั้งความสง่างามของสุวรรณสาม พระราชาจึงทรงดำริว่า

"เออหนอ คนผู้นี้เป็นคนหรือเทพยาแห่งป่าหิมวันต์กันหนอนี่ หรือว่าเป็นนาคป่า หากเราเข้าไปใกล้คงจะเหาะเหินหายไป สู้เรายิงให้บาดเจ็บดีกว่าจะได้เข้าไปดูให้รู้แน่"

ดำริดังนั้นพระราชาจึงทรงธนูอาบพิษ แล้วน้าวคันศรยิงลูกธนูเล็งไปทางสุวรรณสามที่กำลังตักน้ำขึ้นแบกบ่าพอดี

ลูกธนูปักเข้าที่ร่างของสุวรรณสามหมู่ฝูงสัตว์ตกใจหนีกันไปสิ้น สุวรรณสามยกหม้อน้ำจากบ่าลงวางบนทรายแล้วร้องออกไปว่า

"ผู้ใดยิงเราขอให้ออกมาเถิด เราไม่ใช่เนื้อใช่สัตว์ ท่านจะยิงเพื่อประโยชน์ใดกัน ท่านจงออกมาเถิด เราไม่ทราบว่าท่านต้องการอะไรจากเรา"

พระราชาสดังฟังดังนั้นก็ประหลาดพระทัยที่เห็นบุรุษหนุ่มรูปงามถูกยิงแล้วยังไม่ก่นด่าเคืองแค้น
กลับร้องเรียกด้วยถ้อยคำอ่อนโยนพระราชาจึงเสด็จออกมาและตรัสว่า

"เราคือพระราชาแห่งเมืองพาราณสีมีความชอบธรรมและช่ำชองในเชิงธนู เจ้าละเป็นใครกันอยู่ในป่านี้กับใครบ้าง"

"ขอพระราชาทรงมีพระชนมายุยืนนานเถิด ข้าพระองค์ชื่อสุวรรณสามเป็นบุตรของฤาษี มิทราบว่าทำไมพระองค์จึงยิงข้าพระองค์เช่นนี้ ช้างถูกยิงเพื่อเอางา เสือถูกฆ่าเพื่อเอาหนัง และพระองค์ทรงต้องการอะไรในตัวข้าพระองค์เล่า"

"ก็เพราะเจ้าเดินมา ฝูงเนื้อกวางจึงแตกตื่นอลหม่าน เราตั้งใจจะยิงสัตว์" พระราชาทรงตรัสมุสา

"พระองค์มิอาจกล่าวนั้น ตั้งแต่ข้าพระองค์เกิดมา ฝูงสัตว์ในป่าไม่เคยกลัวข้าพระองค์เลยแม้แต่น้อย ไปไหนก็ยังตามไปด้วยกันดั่งเพื่อน ข้าพระองค์ถูกยิงดังนี้สงสารก็แต่บิดามารดาซึ่งตาบอดอยู่ลำพังมิอาจตักน้ำเองได้"

พระราชาสดับฟังดังนั้นก็รีบถามความเป็นไป สุวรรณสามจึงกราบทูลว่าตนมีบิดามารดาที่ดวงตามืดบอด และตนเองต้องปรนนิบัติบำรุง แม้จะมีอาหารอยู่อีก ๗ วัน แต่น้ำก็ไม่มีและคงจะเฝ้าห่วงเรียกหาตนผู้เป็นบุตรที่หายไปอย่างนี้

พระราชาทอดพระเนตรดูบุรุษกตัญญูที่นอนจมกองเลือดรำพันถึงแต่บิดามารดาก็ทรงสลดหดหู่ใจและสำนึกในผิดที่ทำร้ายบุตรผู้ประพฤติเลิศล้ำเพียงนี้ จึงทรงตรัสด้วยดำริจะเปลื้องบาปของพระองค์ว่า

"ดูกร พ่อหน่มที่น่าสงสาร เราผิดนักที่ยิงเจ้าเช่นนี้ เจ้าอย่าห่วงกังวลใดเลย เราจะเลี้ยงดูบิดามารดาของเจ้าให้เหมือนกับที่เจ้าบำรุงเลี้ยง เจ้าจงบอกทางไปอาศรมของบิดามารดาให้เราด้วยเถิด"

"เป็นพระคุณยิ่งนักแล้ว"

เมื่อสุวรรณสามชี้ทางบรรณศาลาแล้วก็แน่นิ่งไป พระราชาทรงสลดใจยิ่งนักกับบาปที่พระองค์ก่อขึ้น ทรงโปรยมวลดอกไม้ปะพรมน้ำและทำทักษิณา ๓ รอบ ก่อนแบกหม้อน้ำกลับไปยังอาศรมฤาษี

แต่ฝีเท้าที่แตกต่างกันนั้น ทำให้ดาบสและดาบสินีรู้ว่ามิใช่สุวรรณสามจึงเอ่ยว่า

"ท่านเป็นใครกันหนอ ท่านมิใช่บุตรเราเป็นแน่"

พระราชาคิดจะดูแลดาบสทั้งสองแทนสุวรรณสาม แต่เมื่อถูกล่วงรู้เช่นนั้นจึงทรงยอมรัยว่า

"เราคือพระราชาแห่งพาราณสี มีวิชาธนูเป็นที่เลิศล้ำ"

"โอ พระราชาเสด็จป่า ขอพระองค์ทรงเสวยผลไม้เล็กน้อยนี้เถิด และมีน้ำเย็นที่ลูกสามของข้าพระองค์ไปตักมาจากแม่น้ำด้วย เดี๋ยวบุตรข้าพระองค์ก็คงจะกลับมาถึงแล้วพระเจ้าข้า"

พระราชาจึงตรัสความจริงว่า พระองค์ยิงสุวรรณสามตายแล้ว และพระองค์จะเป็นผู้บำรุงปฏิบัติแทนเองเพื่อไถ่บาปกรรมนี้

นางปาริกาได้ฟังดังนั้นก็ร่ำไห้คร่ำครวญ แต่ทุกูลดาบสก็กล่าวต่อนางว่ามิให้ถือบาปต่อพระองค์อีกเลย แล้วทั้งสองก็ขอให้พระราชาพาตนไปยังศพของสุวรรณสาม

ครั้นไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ นางปาริกาดาบสินีก็ยกเท้าของสุวรรณสามขึ้นวางบนตักนางพรางทุกขเวทนา

"ลูกสามเอ๋ย ใครเลยจะดูแลปัดกวาดอาศรม ตักน้ำตักท่า หาผลไม้มาให้พ่อแม่อีก ถ้าเจ้ามาจากไปอย่างนี้"

ขณะพร่ำอาดูรลูบคลำบุตรรักนางก็พบว่าอกของพระสุวรรณสามยังอุ่นอยู่ จึงตั้งจิตทำสัจกิริยาแก่บุตร

ขณะที่ตั้งสัตย์อธิฐานเทพธิดาซึ่งเป็นมารดาของสุวรรณสามปางก่อน ก็มาร่วมผสานจิตใจด้วยทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินีก็อธิษฐานว่า

"เราผู้เป็นบิดามารดาของสุวรรณสาม มีความเศร้าโศกเป็นที่ยิ่งนัก เราขอประกาศสัจจะว่า บุตรเราเลี้ยงดูบิดามารดาและประพฤติชอบธรรม ขอให้อานุภาพบุญกุศลของบุตรเรา ดลบันดาลให้พิษในตัวบุตรเราจงหายสิ้นไปด้วยเถิด"

ด้วยอำนาจอธิษฐานและแรงภาวนาแห่งสัจจวาจา ในที่สุดสุวรรณสามก็ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

พร้อมกันนั้นดวงตาทั้งสองของบิดามารดาสุวรรณสามก็พลอยสว่างไสวมองเห็นได้ดังเดิมอีกด้วย
พระราชาเห็นดังนั้นจึงทรงตรัสอย่างปิติว่า

"แม้เทวดาก็ยังมาคุ้มภัยให้แก่คนปฏิบัติต่อบิดามารดาอย่างชอบธรรมเช่นนี้ นับเป็นที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก"

ฝ่ายสุวรรณสามก็กราบทูลกษัตริย์กบิลยักขราชว่า การที่ตนฟื้นคืนสติมาได้นั้นด้วยเพราะอานิสงส์ผลบุญ ในการที่ปรนนิบัติเลี้ยงดูมารดาบิดาให้เป็นอยู่สุขสบาย แลตัวพระองค์ผู้เป็นราชานั้นก็เสมือนดั่งร่มไม้ใหญ่ ที่ต้องแผ่ร่มเงาแก่ผู้คนทั้งปวง ดังนั้นพระองค์สมควรจะปฏิบัติอย่างดีต่อพระราชบิดาพระราชมารดา รวมไปถึงเหล่าโอรสธิดาและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวงให้พวกเขาเกิดความสงบสุขสบายทั่วหน้า

สุวรรณสามยังทูลขอให้พระองค์บำรุงเหล่าสมณพราหมณ์มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ตั้งอยู่ในกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต คือ การทำดี พูดดี และคิดดีนั่นเอง หากประพฤติให้งดงามดั้งนี้พระองค์ก็ย่อมมีเทวดารักษาคุ้มครอง และได้ไปเสวยสุขในภพสวรรค์ต่อไป

พระราชาสดับฟังแล้วเกิดศรัทธาและสำนึกในสัจธรรมนั้น พระราชาทรงขออภัยสุวรรณสาม แล้วเสด็จกลับนครทรงเลิกการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและบำเพ็ญกุศลอย่างมุ่งมั่นมิเคยขาดหาย

สุวรรณสามก็ได้บำรุงปรนนิบัติบิดามารดา และบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ตราบจนสู่ห้วงภพสุคติ

คติธรรมในชาดกนี้ว่าด้วยเรื่องของความมีเมตตาจิต ซึ่งจะทำให้ชีวิตสุขสงบได้โดยไร้ภยันอันตรายใด ๆ
ธรรมนั้นคือเกราะแก้วมิให้ถูกผู้ใดทำร้ายได้เป็นแน่แท้


 

 

 

 
แบบฝึกหัดชั้นประถม
แบบฝึกหัด ป.1
แบบฝึกหัด ป.2
แบบฝึกหัด ป.3
แบบฝึกหัด ป.4
แบบฝึกหัด ป.5
แบบฝึกหัด ป.6
แบบฝึกหัดชั้นมัธยม
แบบฝึกหัด ม.1
แบบฝึกหัด ม.2
แบบฝึกหัด ม.3
แบบฝึกหัด ม.4
แบบฝึกหัด ม.5
แบบฝึกหัด ม.6
สูตรอาหาร
เมนูกับข้าว
เครื่องจิ้ม
ขนม-ของว่าง
เครื่องดื่ม
 
นิทาน
นิทานอีสป
นิทานทั่วไป
นิทานชาดก
นิทานวรรณคดี
นิทานเวตาล
 
     
  เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา    
สงวนลิขสิทธิ์ กระปุ๊กลุก.คอม