www.kapukluk.com
 
 
นิทานอีสป นิทานทั่วไป นิทานชาดก นิทานวรรณคด นิทานเวตาล  
 

ชาติที่ 6 พระภูมิทัต

ภูริทัตชาดกเป็นประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติที่ทรงบำเพ็ญศีลบารมีอย่างเด่นชัดศีลบารมี คือ การสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อยมีความอดทน อดกลั้น เพื่องดเว้นจากการทำความชั่วโดยมีคุณธรรม คือ หิริ โอตตัปปะ เป็นสิ่งควบคุมในพระชาตินี้ พระโพธิสัตว์ภูริทัตนาคราชได้บำเพ็ญศีลบารมีอย่างยิ่งยวดยอมทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสและยอมสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเองแต่ไม่ยอมผิดศีล การบำเพ็ญศีลบารมีของภูริทัตนาคราช

ในครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว พระเจ้าพรหมทัตแห่งพาราณสี ทรงเกรงว่าพระราชโอรสที่เป็นอุปราชจะคิดแย่งชิงราชสมบัติ จึงมีรับสั่งให้พระราชโอรสเดินทางออกท่องเที่ยวไป แล้วค่อยกลับมาครองเมืองเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว

พระราชบุตรจึงทรงออกเดินทางไปถึงป่าแห่งแห่ง และครองเพศเป็นนักบวชอยู่ที่อาศรมริมฝั่งแม่น้ำยมนาตามลำพัง

ระหว่างนั้น นางนาคนาม "มานวิกา" มิอาจเห็นนาคอื่นมีคู่ครองเป็นสุข จึงออกจากบาดาลมาเที่ยวป่า คิดลองใจนักบวชรูปงาม จึงตกแต่งอาศรมด้วยดอกไม้และเครื่องหอมงดงามยั่วยวน เมื่อราชบุตรกลับมาพบก็พอพระทัยนัก ลงนอนในอาศรมอย่างปีติ นางนาคจึงรู้ว่าราชบุตรมิได้บวชด้วยศรัทธา ก็แอบมาจัดอาศรมให้ทุกวันจนราชบุตรแอบดักพบและชอบพอกัน จึงตกลงครองคู่กันจนมีพระโอรสและพระธิดานามว่า
"สาครพรหมทัต" และ "สมุทรชา"

ต่อมาพระเจ้าพรหมทัตเสด็จสวรรคต เสนาอำมาตย์มิรู้ว่า พระราชโอรสอยู่ที่ใดจึงคิดจะเสี่ยงทายราชรถ แต่พอดีมีพรานป่าผู้หนึ่งเคยไปพักพิงที่อาศรมของพระราชโอรสหลายวัน จึงบอกแก่เสนาอำมาตย์ว่าตนรู้ที่อยู่ของพระโอรส บรรดาเสนาอำมาตย์จึงจัดขบวนไปรับเสด็จราชบุตรในป่านั้น

หากทว่านางนาคมิยินยอมตามเสด็จเข้าวังด้วย นางกล่าวว่า

"ข้าแต่พระสวามีหม่อมฉันเป็นนางนาค มิอาจร่วมอยู่กับเหล่ามนุษย์ได้ หากมีอารมณ์โกรธแค้นนางสนมอื่น อาจพ่นพิษใส่ให้ตายได้ ขอพระองค์เสด็จพร้อมโอรสและธิดาของเราเถิด"

พระราชบุตรและพระกุมารต่างก็ขอร้องให้เข้าวังด้วยกัน แต่นางมิยินยอมได้แต่ร่ำไห้อาลัย สั่งความว่าให้โอรส และธิดาเล่นน้ำในเรือขณะเดินทาง เมื่อถึงวังก็ขอให้ขุดสระ เพื่อให้กุมารน้อยได้ลงเล่นน้ำ หากขาดน้ำและถูกแดดถูกลมมากไป ก็จะทำให้โอรสและธิดาวายชนม์ได้

เมื่อพร่ำรำพันจากกันด้วยความโศกาอาดูรนักแล้ว พระราชบุตรก็เสด็จกลับนครขึ้นครองราชสมบัติ และทำตามที่นางนาคมานวิกาสั่งทุกประการ

คราวหนึ่งพระราชโอรสและพระธิดาลงเล่นน้ำในสระโบกขรณี เห็นเต่าตัวหนึ่งก็ตกพระทัยไปทูลบิดาว่าเห็นยักษ์ ครั้งอำมาตย์จับได้เต่ามาพระราชาก็ให้ฆ่าเต่าเสีย อำมาตย์จึงนำไปถ่วงน้ำวนที่แม่น้ำยมนา

เมื่อเจ้าเต่าถูกปล่อยลงกลางน้ำวน ก็ตกลงไปในปล่องเมืองบาดาล พวกนาคที่อยู่ในเมืองใต้น้ำก็พากันจับเต่ามาโยนเล่นส่งต่อ ๆ อย่างสนุกสนาน เจ้าเต่าจึงวางอุบายกล่าวว่า

"พวกท่านอย่าทำร้ายข้านะ ข้าคือเจตตจุณ เป็นราชทูตกรุงพาราณี และพระเจ้าพรหมทัตส่งเข้ามาเจรจากับพระยาทศรถจ้าวเมืองบาดาลนี้ เรื่องจะยกพระธิดาให้จ้าวเมือง"

เมื่อนาคมานพพาเต่าไปเข้าเฝ้า ท้าวทศรถจ้าวเมืองก็หัวร่อตรัสว่า

"ราชทูตแห่งพระราชาเมืองพาราณสีไฉนมีรูปกายเป็นเต่าอัปลักษณ์เช่นนี้"

"ข้าแต่พระองค์ ราชทูตมีหลายลักษณ์หลายรูป ข้าพระองค์เป็นทูตทางน้ำพระเจ้าข้า"

แล้วเต่าเจ้าเล่ห์ก็ทูลว่า พระราชาปราถนาจะผูกสัมพันธไมตรี ขอให้ท้าวทศรถเตรียมเสด็จขึ้นไปรับพระธิดาด้วย

ท้าวทศรถทรงหลงเชื่อกลอุบายนั้น จึงทรงรับสั่งให้นาคมานพ ๔ นาย ขึ้นไปเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมเต่าราชทูตก่อนล่วงหน้า เมื่อเดินทางจวนจะเข้าใกล้ประตูเมืองแล้ว เต่าก็เห็นมีสระบัวใหญ่อยู่ริมทาง
จึงกล่าวแก่นาคเสนาทั้ง ๔ ว่าให้รีบเข้าเมืองโดยเร็ว ตนจะเก็บเหง้าบัวไปฝากพระธิดา
เมื่อเสนานาคยอมล่วงหน้าไปก่อน เต่าร้ายก็ลงซ่อนภายในสระบัวนั้นเอง

ครั้นเมื่อนาคมานพผู้เป็นเสนาได้กราบทูลเรื่องราวทั้งปวงว่า จะมาตกลงเรื่องเตรียมงานรับพระธิดาไปอภิเษก พระราชาทรงงุนงงจึงตรัสว่า

"อันมนุษย์กับนาคนั้นจะแต่งงานครองคู่กันได้อย่างไร ย่อมเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ"

นาคมานพได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจจึงกราบทูลว่า

"หากพระองค์รังเกียจนาค แล้วทรงส่งเจตตจุณราชทูตลงไปส่งสาส์นนี้ไปเพื่อเหตุใด"

พระราชาทรงยืนยันว่าไม่ได้ส่งใครไป เพราะนาคกับมนุษย์ มิอาจแต่งงานกันได้ แล้วจะทรงส่งทูตไปได้อย่างไร นาคทั้ง ๔ จึงทูลลากลับด้วยความโกรธแค้น เมื่อพระยาทศรถทรงทราบก็ให้แค้นนัก จัดประชุมทัพนาคแล้วยกขึ้นบุกเมืองพาราณสี

จ้าวเมืองบาดาลเนรมิตกายเป็นนาคยาวโอบล้อมเมืองด้วย ขนดหาง ๗ ชั้น ๗ รอบ สั่งให้นาคน้อยใหญ่กระจายไปทั่วเมือง แต่มิให้ทำร้ายประชาชนพลเมือง

คืนนั้นทั้งเมืองก็โกลาหล ชาวบ้านตกใจพากันแตกตื่นที่นาคเข้ามาเต็มบ้าน แม้ในวังต่างก็มีแต่เสียงกรีดร้องวิ่งหนีนาคงูกันทั่ว งูสีต่างหลากหลายขู่ฟ่อ ๆ แขวนอยู่ทั่วไป มิมีผู้ใดกล้าทำร้ายเพราะกลัวถูกพิษ

พระเจ้าพรหมทัตเองก็ทรงตกพระทัยเมื่อพบงูใหญ่แผ่พังพานเหนือเศียรรอบพระราชวังก็มีแต่เสียงร่ำร้องให้ทรงถวายพระธิดาให้นาคเสียเถิด

ในที่สุดพระราชาจึงพ่ายฤาธานุภาพ ทรงตรัสยินยอมถวายพระธิดาให้โดยดี

ต่อมาเมื่อท้าวทศรถอภิเษกกับพระธิดาสมุทรชา ทั้งคู่ก็ครองรักกันมีสุขดี และพระธิดาประสูติพระราชโอรส ๔ พระองค์ อันมี พระสุทัศนะกุมาร ทัตกุมาร สุโภคะกุมาร และอริฏฐะกุมาร

การอยู่ในเมืองบาดาลนั้น ท้าวทศรถมิให้ชาวบาดาลจำแลงร่างเป็นงูเป็นนาค ด้วยความที่เกรงว่าพระมเหสีสมุทรชาจะตกพระทัย แต่พี่เลี้ยงของอริฏฐะกุมารน้อยสอนว่าพระมารดาเป็นมนุษย์ พระอริฏฐะจึงเนรมิตรกายเป็นงูเลื้อยไปเสวยนมพระมารดา พระสมุทรชาตกพระทัยปัดโอรสน้อยไป และเล็บบังเอิญจิกดวงตาพระโอรสจนมืดบอดไปข้างหนึ่ง ท้าวทศรถจะประหารแต่งพระนางทรงขอชีวิตไว้ และได้ทรงทราบว่าตนอยู่ในเมืองนาคตั้งแต่บัดนั้นเอง

ฝ่ายท้าวทศรถนั้นต้องเข้าเฝ้ามหาราช คือ ท้าววิรูปักข์ ๑ ครั้ง ทุก ๑๕ วัน ท้าวทศรถได้นำพระโอรสที่ ๒
คือ ทัตกุมารไปด้วย คราวหนึ่งท้าววิรูปักข์นำนาคขึ้นเฝ้าพระอินทร์ บังเอิญมีปริศนาที่มิมีใครแก้ได้ แต่ทัตกุมารสามารถแก้ได้ ทัตกุมารได้รับการสรรเสริญถึงความมีปัญญาปราดเปรื่อง จึงได้นามว่า "ภูริทัต" นับจากครั้งนั้น

ภูริทัตตามพระบิดาไปเฝ้าพระอินทร์เสมอ เมื่อเห็นเวชยันต์ปราสาท และสมบัติทิพย์วิมานก็คิดถึงพอพระทัยนัก ใคร่ปรารถนาจะได้ไปเกิดเป็นเทพเสวยสุขเช่นนั้นบ้าง จึงคิดออกบวชหากทว่าพระมารดามิยินยอม พระภูริทัตจึงทรงรักษาศีลอุโบสถอยู่ในวังนาค แต่ต่อมาจึงคิดหาที่สงบกว่าแวดล้อมด้วยนางสมเช่นนี้ จึงขึ้นไปรักษาศีลอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำยมนาใต้ต้นไทรใหญ่ สั่งให้นำดอกไม้และดุริยางค์ไปบูชาทุกวันด้วย โดยตั้งสัตยาอธิษฐานว่าหากใครปรารถนาในหนัง กระดูก เอ็น เลือดเนื้อของพระองค์แล้ว
พระองค์ก็ทรงยินดีสละโดยสิ้น

วันหนึ่งมี ๒ พรานป่านามว่า เนสาทและโสมทัต พ่อลูกเข้าป่ายิงเนื้อล่าสัตว์ไปขายเพื่อยังชีพเนืองนิจ ครั้นตามรอยเนื้อไปใกล้บริเวณที่พระภูริทัตถือศีลอยู่ พรานทั้งสองได้ยินเสียงดุริยางค์และเห็นเหล่านางนาค จึงเข้าไปดูใกล้ ๆ นางตกใจหนีไปเหลือพระภูริทัต ซึ่งจำแลงองค์เป็นมนุษย์

ด้วยความที่กลัวจะถูกพรานทำร้าย พระภูริทัตจึงพาเนสาท และโสมทัต ๒ พรานพ่อลูกลงไปชมเมืองบาดาล พระราชทานทรัพย์และให้อยู่เป็นสุขในเมืองนาคใต้พิภพ แต่ทว่าพรานมิมีบุญญาพอจะอยู่ในเมืองนาคได้นาน จึงทูลขอกลับบนโลกมนุษย์ เมื่อเวลา ๑ ปีผ่านไป พระภูริทัตก็พระราชทานทรัพย์ให้ ครั้งพอขึ้นมาบนโลกมนุษย์ ทรัพย์สมบัติก็อันตรธานหายไปทั้งสิ้น เนสาทกับโสมทัตจึงต้องเป็นพรานล่าสัตว์ตามเดิม

ในเวลานั้นครุฑหนึ่งบินลงจากวิมาน โฉบมาจับนาคไป ด้วยความกลัวนาคจึงเอาหางรัดต้นไทรแน่น เมื่อครุฑบินเหาะไปต้นไทรก็ลอยติดขึ้นไปด้วย ใต้ต้นไทรนั้นก็มีฤาษีถือศีลอยู่ใต้ต้นไทรนั้นด้วย

เมื่อกินนาคแล้วต้นไทรก็ตกลงสู่มหาสมุทรเสียงดังกัมปนาท ครุฑเกิดวิตกถึงผลบาปจึงแปลงเป็นมานพน้อย เข้าไปถามพระฤาษีว่าตนบาปหรือไม่ที่เอาต้นไทรไปเช่นนั้น เมื่อฤาษีตอบว่าผู้ไม่มีเจตนาย่อมไม่มีบาป พระยาครุฑดีใจจึงมอบดวงแก้วให้ฤาษีและมอบเวทมนตร์บทหนึ่งชื่อ "อาลำพายนะ" และยาทิพย์ก่อนจะจากไป

เวลาต่อมาฤาษีนั้นได้รับเอาพราหมณ์อนาถาผู้หนึ่ง ซึ่งหลบหนีเจ้าหนี้มาซุกซ่อนตัวอยู่ในอาศรม อาสาขอดูแลรับใช้พระฤาษีด้วยดี ฤาษีจึงเมตตาสอนมนตร์บทนั้นและมอบยาทิพย์ให้ แรกนั้นพราหมณ์มิยินดีรับไว้แต่ก็จนใจต้องยอมรับเพราะฤาษีวิงวอน

เมื่อพราหมณ์ออกจากอาศรมก็เดินทางผ่านแม่น้ำยมนา พบเห็นนางนาคของพระภูริทัตลงเล่นน้ำริมฝั่งแม่น้ำ แต่ละนางวางดวงแก้วไวบนหาดทราย

เหล่านางนาคเห็นพราหมณ์ผ่านมาก็หนีกันไปด้วยนึกว่าเป็นครุฑ พราหมณ์จึงเก็ฐดวงแก้วถือไปจนพบกับ ๒ พรานพ่อลูก เนสาทกับโสมทัต ๒ พรานพ่อลูกจำได้ว่าเป็นดวงแก้วของเมืองบาดาล ก็เกดโลภเข้าไปวางอุบายหลอกขอแก้ว แต่ทว่าพราหมณ์ก็มิยินยอมให้ไม่ว่าจะแลกกับอะไร ซ้ำยังคุยว่าตนมีเวทมนตร์และยาทิพย์ หาก ๒ พ่อลูกพาไปเมืองนาคได้ก็จะยอมให้แก้วนั้น

พรานโสมทัตผู้บุตรได้ทัดทานพ่อมิให้พาไป เพราะพระภูริทัตมีบุญคุณนัก แต่พรานเนสาทผู้พ่อโลภนัก โสมทัตจึงแยกทางไปบวชเป็นฤาษี พรานพ่อจึงพาพราหมณ์ ไปยังที่จำศีลของพระภูริทัต เมื่อพราหมณ์โยนดวงแก้วให้พรานเนสาท ดวงแก้วพลัดตกลงพื้นหายลงดินไป พรานจึงอดได้ดวงแก้วและ ก็ทำสิ่งเนรคุณต่อผู้มีคุณซ้ำยังเสียบุตรไปอีก

พระภูริทัตจำได้ว่าพรานผู้นี้เคยได้เสพย์สุขในบาดาล แต่กลับพาพราหมณ์มาปองร้าย หากพระองค์จะตอบโต้ ก็เกรงจะผิดศีล จึงทรงหลับพระเนตรนิ่งเฉยเสีย ด้วยเพราะตั้งจิตอธิษฐานสละชีวิตไว้แล้ว

ด้านพราหมณ์ชั่วจึงกินยาทิพย์และ ร่ายเวทมนตร์เข้าจับพระภูริทัต กรอกยาให้สิ้นฤทธิ์จนสำรอกออกสิ้น จากนั้นจับพระองค์มัดด้วยเถาวัลย์ ทำทารุณย่ำเหยียบจนโลหิตโทรมพระวรกาย นำพระองค์ใส่เถาวัลย์ถักแล้วพาเข้าหมู่บ้าน ป่าวร้องเรียกคนมาดูนาคเพื่อหาทรัพย์

ชาวบ้านต่างพากันมามุงดู พราหมณ์ก็บังคับให้พระภูริทัตทำตัวใหญ่บ้าง ตัวเล็กบ้าง ให้แผ่พังพานจนถึง ๗ ชั้นบ้าง เปลี่ยนสีตามตัว เป็นหลายสีบ้าง ให้พ่นพิษบ้าง จนได้ทรัพย์มากมาย

พราหมณ์นำเขียดมาเลี้ยง พระภูริทัตก็ไม่ยอมกิน จนกระทั่งถูกนำมาถึงเมืองพาราณสี ก็เข้ากราบทูลพระราชาว่าวันรุ่งขึ้นจะเล่นงูถวายหน้าพระที่นั่ง

ด้านเมืองบาดาลนั้นพระนางสมุทรชาทรงสุบินว่าถูกฟันเอาแขนขวาไป ครั้นทราบความว่าพระภูริทัตหายไป จึงส่ง ๓ พระโอรส ออกตามหาด้วยร้อนพระทัยยิ่งนัก

พระโอรสทั้ง ๓ จึงออกตามหาพระภูริทัต โดยพระอริฏฐไปตามที่ภพสวรรค์ พระสุทัศนะไปตามที่โลกมนุษย์ พระสุโภคะไปตามหาที่ป่าหิมพานต์

สุทัศนกุมารเมื่อไปยังภพมนุษย์ ก็ตามไปละแวกที่พญานาคภูริทัตเคยจำศีล แต่พบรอยเลือดจึงเข้าใจว่าเกิดอันตรายขึ้นแล้วเป็นแน่ สุทัศนกุมารให้เป็นห่วงใยพระอนุชานัก รีบออกตามหาจนทราบข่าวว่าหมองูจับนาคตัวหนึ่งได้ และจะแสดงกลหน้าพระที่นั่งด้วย

เมื่อถึงวันแสดงพราหมณ์เปิดถุงแก้วให้พระภูริทัตเลื้อยออกมา เห็นสุทัศนะกุมารผู้เป็นเชษฐาจำแลงเป็นมนุษย์มายืนดูอยู่ พระภูริทัตก็เลื้อยไปหยุดตรงหน้าน้ำตาคลอ พระสุทัศนะก็ทรงกันแสงด้วยสงสารน้อง เหล่าชาวบ้านเป็นงูร้องไห้ไม่แสดง ก็หลีกหนีด้วยความกลัวจะถูกงูกัด ได้แต่เลี่ยงไปยืนห่าง ๆ

พราหมณ์เกร่งว่าดาบสสุทัศนะจะกลัวงูกัดจึงเดินเข้ามาปลอบ แต่พระสุทัศนะแกล้งท้าว่าไม่กลัวงูไร้พิษนี้หรอก หากพราหมณ์กล้าเอางูนี้มาสู้กับเขียดน้อยได้ชนะ ก็จะได้เงิน ๕ พันตำลึง

ฝ่ายพราหมณ์หัวร่อและเย้ยว่าดาบสเช่นนี้จะมีเงินมากมายได้อย่างไร พระสุทัศนะจึงเข้าไปทูลขอพระราชทานเงินจากพระราชา อ้างว่าการต่อสู้น่าดูเช่นนี้พระองค์ควรช่วยให้เดิมพันด้วย

เมื่อพระราชาเสด็จออกมากับพระสุทัศนะแล้ว พระสุทัศนะก็ร้องว่าพราหมณ์นำนาคไร้พิษมาหลอกชาวบ้านว่ามีพิษ แต่เขียดน้อยของตนนั้นมีพิษสงยิ่งกว่านับร้อยเท่าพันเท่า จะลองพิสูจน์หรือไม่

ครั้นแล้วพระสุทัศนะก็นำเขียดน้อยออกมาจากชฎา เขียดน้อยนี้คือ "พระธิดาอัจจมุนี" น้องสาวต่างพระมารดา ซึ่งรักใคร่พระภูริทัตยิ่งนัก เมื่อเขียดน้อยจำแลง กระโดดออกมาคายพิษใส่มือพระสุทัศนะแล้ว ก็กระโดดไปอยู่ในชฎาตามเดิม พระสุทัศนะจึงประกาศว่า

"ถึงกาลพินาศของเมืองพาราณสีแล้ว"

"เหตุใดท่านจึงว่าเมืองจะพินาศ"

พระราชาตรัสถามอย่างแคลงพระทัย พระสุทัศนะจึงกราบทูลว่า พิษนี้ร้ายแรงยิ่งนัก หากพิษหยดลงดิน รุกขชาติทั้งสิ้นจะล้มตาย หยดลงน้ำ สัตว์น้ำจะตายเกลื่อน สาดขึ้นอากาศ ฝนจะแล้งนาน ๗ ปี ต้องขุดหลุม ๓ หลุม ใส่ยาสมุนไพรหลุมหนึ่ง ใส่หญ้า หลุมหนึ่ง และใส่ยาทิพย์ อีกหลุมหนึ่ง

เมื่อพระสุทัศนะหยดน้ำพิษใส่หลุมที่ ๑ ก็เกิดเปลวเพลิงไหม้ลามไปยังหลุมที่ ๒ และ ๓

ฝ่ายพราหมณ์ยืนดูใกล้หลุมที่ ๓ ด้วยเพราะมิเชื่อนัก จึงถูกควันไฟไหม้ลามจนตัวด่าง เป็นขี้เรื้อนพุพองเจ็บปวดร่ำร้องว่าจะปล่อยนาคโดยดี

เมื่อสิ้นคำว่ายอมปล่อย พระภูริทัตก็กลายร่างเป็นมนุษย์ งามสง่าเช่นเดียวกับพระธิดาอัจจมุนีและพระสุทัศนะ

"ข้าแต่พระองค์ ท่านทราบหรือไม่ว่าพวกข้าพระองค์เป็นผู้ใด" พระสุทัศนะทรงทูลถาม

พระราชาจึงตรัสว่าใคร่จะรู้เช่นกัน เพราะเอะพระทัยมานาน

พระสุทัศนะจึงกราบทูลว่า ตนกับพระภูริทัตเป็นพระโอรสของพระนางสมุทรชา พระธิดาของพระราชาองค์เดิมจำได้หรือเปล่า

พระราชาดีพระทัยที่ได้พบหลาน เพราะพระราชานี้คือพี่ชายของพระสมุทรชานั่นเอง จึงทรงพาพระโอรสทั้งสองไปพบเสด็จตา ที่ทรงสละสมบัติออกบรรพชาอยู่ที่อาศรม

เมื่อทูลลาและกลับเมืองบาดาล พระนางสมุทรชาก็ทรงดีพระทัยยิ่งนัก รีบจัดให้พระภูริทัตนอนพักรักษาพระวรกายอย่างดี

ข้างฝ่ายสุโภคะกุมาร ออกตามหาพระภูริทัตอยู่ที่ป่าหิมพานต์ พบพราหมณ์เนสาทที่แม่น้ำยมุนา ซึ่งกำลังอาบน้ำชำระบาปอยู่ สุโภคะพญานาคจึงเอาหางรัดพราหมณ์ ให้จมน้ำเพื่อทรมานเพราะแค้นนัก จากนั้นก็นำตัวลงบาดาลเพื่อให้รับโทษ

แต่พระภูริทัตขอให้พระเชษฐาละเว้นการลงโทษพราหมณ์ โดยทรงกล่าวว่า พราหมณ์นั้นก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีความโลภ มีกิเลส แต่ที่มาถือบวชถือศีลก็แสดงว่ายิ่งเลวร้ายกว่าคนธรรมดา เหมือนดั่งคนมือถือสากปากถือศีล น่าสมเพชนัก

เมื่อพราหมณ์ถูกปล่อยตัวแล้วก็สำนึกในบาปของตนเป็นยิ่งนัก

หลักจากนั้นพระนางสมุทรชาจึงเชิญเสด็จท้ายทศรถ และพระโอรสทั้ง ๔ ยกขบวนไปเยี่ยมพระเจ้าสาครพรหมทัตผู้พี่ชาย และไปนมัสการพระบิดาที่บรรพชาอยู่ในป่า พระภูริทัตจึงทูลขอรั้งอยู่กับเสด็จตาที่อาศรมนั้น เพื่อถือศีลไปตลอดอายุขัย

ชาดกนี้ให้คติธรรมว่า ความโลภนั้นเป็นสิ่งชั่วร้ายเช่นเดียวกับการเนรคุณ แต่ความอดทนย่อมประเสริฐยิ่งนักแล


 

 

 

 
แบบฝึกหัดชั้นประถม
แบบฝึกหัด ป.1
แบบฝึกหัด ป.2
แบบฝึกหัด ป.3
แบบฝึกหัด ป.4
แบบฝึกหัด ป.5
แบบฝึกหัด ป.6
แบบฝึกหัดชั้นมัธยม
แบบฝึกหัด ม.1
แบบฝึกหัด ม.2
แบบฝึกหัด ม.3
แบบฝึกหัด ม.4
แบบฝึกหัด ม.5
แบบฝึกหัด ม.6
สูตรอาหาร
เมนูกับข้าว
เครื่องจิ้ม
ขนม-ของว่าง
เครื่องดื่ม
 
นิทาน
นิทานอีสป
นิทานทั่วไป
นิทานชาดก
นิทานวรรณคดี
นิทานเวตาล
 
     
  เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา    
สงวนลิขสิทธิ์ กระปุ๊กลุก.คอม