www.kapukluk.com
 
 
นิทานอีสป นิทานทั่วไป นิทานชาดก นิทานวรรณคด นิทานเวตาล  
 

ชาติที่ 9 พระวิฑูรบัณฑิต

วิธุรชาดกเป็นเรื่องในอดีตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการบำเพ็ญสัจบารมี ในพระชาตินี้ พระโพธิสัตว์ทรงเกิดเป็นวิธุรบัณฑิตผู้บำเพ็ญสัจบารมี จนปรากฏเด่นชัดยิ่งกว่าพระชาติใด ๆคำว่า “สัจจะ” คือ ความจริง ความซื่อตรง คนที่มีสัจจะ คือ คนที่พูดอย่างไรทำอย่างนั้น เป็นคนที่ไว้วางใจได้ทั้งต่อหน้าและลับหลังวิธุรบัณฑิตเป็นผู้ที่ยึดมั่นในสัจจะชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันโดยไม่หวั่นไหวว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง

เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว พระบรมศาสดาเคยเสวยชาติ เป็นผู้มีปัญญาบารมี เข้าใจเวไนยสัตว์และปราบมารให้สิ้นพยศได้ อดีตนิทานมีเรื่องราวดังนี้

ในแคว้นกุรุรัฐ พระเจ้านัญชัยโกรพทรงครองเมืองอินทปัตตี มีราชเสวกนามว่า "วิฑูรบัณฑิต" เป็นอาจารย์สอนธรรมที่มีความปราดเปรื่อง และน้าวพระทัยให้พระราชาใฝ่ธรรมะด้วยดีเสมอมา

ครั้งนั้นมีพราหมณ์ ๔ คน คบหาเป็นมิตรกัน ออกบวชด้วยเพราะเบื่อในทางโลกีย์ มีชาวบ้านเลื่อมใสกันทั่วไป วันหนึ่งคหบดี ๔ คนพบเห็นก็พึงพอใจ นิมนต์ให้พราหมณ์ไปพักที่บ้านของตนบ้านละคน ต่างก็สักการะและถวายอาหารอย่างดี ฝ่ายพราหมณ์ก็พักผ่อนยามกลางวัน

โดยองค์หนึ่งไปสู่ภพดาวดึงส์ องค์หนึ่งไปยังภพพญานาค องค์หนึ่งไปยังภพพญาครุฑ องค์หนึ่งไปยังอุทยานพระเจ้าโกรพ

เมื่อกลับมาจากพักผ่อนมาก็เล่าให้เศรษฐีที่อุปการะตนฟัง ตามที่พราหมณ์แต่ละคนไปพบเห็นมาว่า สมบัติของแต่ละในภพนั้นเลิศเลออย่างไร หากอยากได้เสวยสุขเช่นนั้นก็ต้องหมั่นทำกุศลไว้ให้มั่น

คหบดีทั้ง ๔ ก็ปฏิบัติตามเคร่งครัด เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อีกคนได้ไปเกิดเป็นพญานาคในเมืองบาดาล อีกคนหนึ่งไปเกิดเป็นพญาครุฑ อีกคนไปเกิดในครรภ์พระมเหสีพระเจ้าโกรพ ประสูติออกมามีพระนามว่า ธนัญชัยกุมาร

เมื่อเจริญพระชันษาขึ้นครองราชย์ พระเจ้าธนัญชัยก็ทรงรักษาศีลบำเพ็ญทานตามที่วิฑูรบัณฑิตถวายพระโอวาท

คราวหนึ่งพระเจ้าธนัญชัยออกไปถือศีลที่อุทยานในวันอุโบสถ บรรดาพญานาคพญาครุฑและพระอินทร์ก็มาเจริญสมาธิ ณ อุทยานแห่งนั้นด้วย

ทั้ง ๔ ต่างใคร่รู้ว่าศีลของผู้ใดจะประเสริฐล้ำยิ่งกว่ากัน พญานาคจึงกล่าวว่า

"ธรรมดาของครุฑนั้นมักเช่นฆ่านาคอยู่เสมอ แต่ข้าพเจ้าสามารถอดทนได้ มิให้เกิดอารมณ์เคืองโกรธ ศีลของข้าพเจ้าจึงประเสริฐนัก"

พญาครุฑจึงเอ่ยว่า "ข้าพเจ้าอดกลั้นความอยากได้สำเร็จ เพราะธรรมดาของครุฑย่อมกินนาค แต่ข้าพเจ้าอดกลั้นได้ ศีลของข้าพเจ้าย่อมประเสริฐนัก"

พระอินทร์เอ่ยบ้างว่า "ข้าพเจ้าละกามละสมบัติมารักษาศีลได้ ศีลของข้าพเจ้าจึงประเสริฐนัก"

มาถึงพระเจ้าธนัญชัยตรัสบ้างว่า "ข้าพเจ้าไม่ยึดมั่นในตัณหา ไม่กังวลในสิ่งใด ศีลของข้าพเจ้าประเสริฐที่สุด"

เมื่อทั้ง ๔ มิอาจตัดสินยอมกันได้ว่าศีลของผู้ใดจึงประเสริฐกว่ากัน ทั้งหมดจึงพากันไปเล่าความให้วิฑูรบัณฑิตช่วยตัดสินให้กระจ่าง

วิฑูรบัณฑิตทรงทูลว่า ศีลทั้ง ๔ ข้อ ล้วนเสมอกันเป็นคุณธรรมเลิศล้ำด้วยเพราะความไม่โกรธคือความขันติ ความไม่ทำชั่วก็คือความดีงาม การละกามคุณก็ดีงาม การไม่ยึดติดกังวลใดก็ดีงามเสมอกัน

ทั้ง ๔ พระองค์ได้สดับก็ให้ปีติยินดี พระอินทร์พระราชทานผ้าทิพย์สีดอกบัวเนื้อละเอียดเป็นเครื่องบูชาธรรม พญาครุฑพระราชทานดอกไม้ทอง เกสรแก้ว พญานาคพระราชทานดอกแก้วมณี พระเจ้าธนัญชัยพระราชทานโค ๑ พันตัว รถม้า ๑๐๐ คัน ส่วย ๑๖ บ้าน

ครั้นด้านพญานาคเมื่อร่ำลากลับบาดาล มเหสีวิมาลาเทวีจึงทูลถามหาดวงแก้วที่พระศอ พญานาคเล่าความให้ฟัง พระมเหสีจึงอยากฟังธรรมและพบวิฑูรย์บัณฑิตบ้าง แต่คงขึ้นไปเองมิได้แน่ จึงวางอุบายแกล้งป่วยไข้ ร้องทูลขอหัวใจของวิฑูรบัณฑิตโดยเจ้าตัวต้องยินดีมอบให้

พญานาคลำบากใจอ้างว่า วิฑูรบัณฑิตไม่มีใครได้พบเห็นง่ายดายในวังเองก็มีการอารักขาแน่นหนาจะพาตัวมาก็ยากดั่งสอยพระอาทิตย์นั่นไซร้

พญานาคได้แต่กลัดกลุ้มเมื่อวิมาลาเทวียังป่วยหนักอยู่ พระนางอิรันฑตีพระราชธิดาทราบความก็ทรงอาสา

"เสด็จแม่มิต้องทรงกังวลหรอกเพคะ เรื่องของวิฑูรบัณฑิตนี้ ขอให้ลูกได้จัดการเอง ลูกจะไปยังภพของมนุษย์และ นำหัวใจของวิฑูรบัณฑิตมาถวายให้เพคะ"

ครั้นแล้วพระธิดาอิรันฑตีจึงแต่งองค์งดงาม ประดับดอกไม้แก้วมณีและเครื่องหอม ว่ายน้ำไปยังกาฬคีรีขึ้นยืนบนยอดแล้วขับร้องฟ้อนรำในบทอันเสนาะหูว่า

"ผู้มีปัญญาทั้งปวง คนธรรพ์ กินนร นาค ครุฑ หรือมนุษย์อันใดหากนำหัวใจวิฑูรบัณฑิตมาถวายพระมารดาของเราได้ เราจะยอมเป็นคู่ครองภักดีจนตาย"

ยามนั้นยังมียักษ์นามปุณณกะ ผู้เป็นหลานท้าวเวชสุวรรณ กำลังขี่ม้าเหาะผ่านมาทางยอดเขา ได้ยินเพลงไพเราะและโฉมงดงามของพระธิดาก็ให้เกิดหลงใหล เพราะเคยครองคู่กันมาแต่ปางก่อน จึงเข้าพบถามความแล้วตกลงจะไปนำดวงใจวิฑูรบัณฑิตมาให้ได้

ยักษ์ปุณณกะ กลับไปทูลขออนุญาตท้าวเวชสุวรรณ แต่ขณะนั้นท้าวเธอตัดสินคดีพิพาทของยักษ์มิทันฟังความ ยักษ์ปุณณกะจึงทูลลาไปด้วยนึกว่าทรงอนุญาตแล้ว

เมื่อปุณณกะเหาะไปถึงเมืองราชคฤห์ แวะเก็บแก้วมณีชื่อ "มโนหร" บนยอดเขาบรรพตไปด้วย แก้วนั้นมีแวววาวพราวรัศมี เมื่อเหาะไปถึงอินทปัตตีนครก็เข้าพระราชวังไปขอเฝ้า พระเจ้าธนัญชัยด้วยสืบทราบมาว่าพระราชาโปรดเล่นสกายิ่งนัก จึงคิดอุบายทูลท้าแข่งสกา

พระราชาทรงตรัสว่ามีม้าและแก้วมากมายแล้ว แต่ปุณณกะที่จำแลงเป็นมนุษย์ได้อ้างว่า ม้าและแก้วของตนมีฤทธานุภาพยิ่งนัก จากนั้นจึงสำแดงให้พระราชาทอดพระเนตร

จากนั้นจึงขึ้นขี่ม้าทะยานขึ้นบนกำแพง ฝีเท้าม้าว่องไวจนไม่เห็นตัวม้า แม้ทะยานลงสระผิวน้ำก็ไม่กระเพื่อม แล้วก็แสดงดวงแก้วให้ดูในดวงแก้วปรากฎเหล่าเทวบุตรและนางฟ้า ทั้งนาค ครุฑ และบนสวรรค์ชั้นต่าง ๆ พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็อยากได้ จึงทรงตรัสว่า ถ้าพระองค์เป็นฝ่ายพ่ายก็จะทรงยกราชสมบัติทั้งปวงให้ เว้นเพียงตัวพระองค์ พระมเหสี และเศวตฉัตรเท่านั้น

ครั้นแล้วการเล่นสกาก็ถูกจัดขึ้นที่โรงสกา พระเจ้าธนัญชัย ทรงอธิษฐานถึงเทพธิดาที่รักษาพระองค์ และสรรเสริญคุณมารดา จากนั้นพระราชาเลือกลูกบาศก์ชื่อพาหุลี ส่วนปุณณกะเลือกลูกบาศก์สาวดี

ก่อนจะทอดลูกสกาทองคำนั้น ปุณณกะได้ขอให้เสนาอำมาตย์ และกษัตริย์ทั่วทวีปที่มาประชุมกันพอดีในวันนั้นได้ร่วมเป็นพยานการแข่งขัน มิให้เกิดการอิดออดบิดพลิ้ว ถ้ามีการพ่ายแพ้ คนทั้งปวงในที่นั้นต่างก็รับคำโดยดี

เมื่อพระราชาทอดลูกบาศก์ลง ปุณณกะก็บังคับลูกบาศก์ให้ออกแต้มไม่ดี

พระราชาทรงรับลูกบาศก์ไว้ได้ก่อนตกพื้น ปุณณกะจึงถลึงตาใส่เทพธิดาและยักษ์เสนาบดีของเมือง จนตกใจหวาดกลัวหนีไปจนสุดขอบจักรวาลกันทั้งสิ้น

เมื่อโยนลูกบาศก์อีก ผลออกมาแต้มพระราชาก็พ่ายแพ้ ยักษ์ปุณณกะจึงประกาศก้องว่า

"เราชนะแล้ว พระราชาแพ้แล้ว"

จากนั้นปุณณกะก็ทูลทวงถามถึงของเดิมพัน ซึ่งผู้ชนะจะต้องได้ พระเจ้าธนัญชัยราชาจึงตรัสว่า

"พ่อหนุ่มเอ๋ย เมื่อท่านเป็นผู้ชนะ ก็จงขนเอาทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทอง แลช้างม้าทั้งปวงของเราไปเสียเถิด"

"ข้าแต่พระราชา สิ่งที่มีค่าเหล่านั้นข้าพระองค์มิต้องการหรอกพระเจ้าข้า"

พระราชาสดับฟังดังนั้นก็ให้งุนงงนัก ตรัสถามว่า "ถ้าเจ้าไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง แล้วยังมีสิ่งใดที่ต้องการอีกหรือ"

ยักษ์ปุณณะทูลตอบด้วยเสียงอันดังว่า "ข้าพระองค์ต้องการตัววิฑูรบัณฑิตพระเจ้าข้า"

พระราชาทรงตกพระทัย ตรัสปฏิเสธว่า "เราเดิมพันยกเว้นตัวเราด้วย แต่วิฑูรบัณฑิตนั้นก็เปรียบเป็นตัวของเราเอง จึงมิอาจยกให้ได้หรอกนะ ขอให้เป็นสิ่งของอื่นเถิด

ยักษ์ปุณณกะจึงให้วิฑูรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินเอง โดยถามวิฑูรบัณฑิตว่าเป็นทาสพระราชาหรือเสมอเหมือนพระราชา

วิฑูรบัณฑิตจึงตอบตามความสัตย์ว่าตนเป็นทาสพระราชา หากพระราชาจะพระราชทานแทนเดิมพันก็สมควรแล้ว ยักษ์ปุณณกะจึงหัวร่อเย้ยพระราชาว่า ตนชนะสกาด้วย และยังได้บัณฑิตไปโดยง่ายอีกด้วย

พระราชาทรงพิโรธ และเสียพระทัยที่วิฑูรบัณฑิตถูกส่งไปโดยง่าย จึงตรัสว่าถ้าอยากได้ก็จงเอาไป แต่ขอให้วิฑูรบัณฑิตแสดงธรรมครั้งสุดท้าย

จึงตรัสถามถึงความว่า การประพฤติตัวให้มีความปลอดโปร่ง สำหรับผู้ครองเรือนนั้นมีอย่างไรบ้าง

การจะได้ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์ที่ดีนั้นต้องปฏิบัติอย่างไร

การละเว้นจากการเบียดเบียนผู้คนอื่นนั้นทำอย่างไร

การจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่อาวรณ์นั้นทำได้อย่างไร


วิฑูรบัณฑิตทูลถวายโอวาทว่าการทั้งหมดนั้นปฏิบัติได้โดยดังนี้

1. ให้กล่าวคำสัตย์ รักษาสัจจะ รักษาศีล
2. ประพฤติสุจริต เว้นอบายมุข
3. ละเว้นการเบียดเบียน มิผิดในกามคุณ
4. สำรวมกายวาจา ไม่กระด้างทะนงตน
5. มีอัธยาศัยนุ่มนวล มีเหตุผล มีสติ
6. ศึกษาธรรมให้มีปัญญา
7. รู้จักแบ่งปันเข้าหาสมณพราหมณ์ผู้ทรงศีล

หากปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะทำให้จิตใจสะอาด เมื่อถึงกาลเวลาดับจิตไปโลกหน้าก็มิมีความทุกข์ทรมานอันใด

จากนั้นวิฑูรบัณฑิตขอเวลาอีก ๓ วัน เพื่อร่ำลาอบรมบุตรภรรยาก่อนจาก

ยักษ์ปุณณกะตกลงและพักในปราสาทชั้นที่ ๗ ของวิฑูรบัณฑิต พักอยู่สุขสบายพร้อมนางสนม ๕๐๐ นาง อาหารและมโหรีกล่อมบรรเลงชั้นเลิศ

วิฑูรบัณฑิตสั่งสอนธรรมแก่ลูกเมียให้จงรักพระราชา

ให้ตั้งอยู่ในความสุจริตและอดทนรักษาสัตย์
ไม่ควรขลาดจนงานเสีย
ไม่ให้กล้าจนโอหังอวดดีเกินไป
ไม่ให้เดินบนทางที่พระราชาเสด็จ
การกินอยู่นุ่งห่มมิให้เทียมพระราชา
นางสนมกำนัลของพระราชาก็มิควรไปตีสนิทชิดใกล้
มิให้ดื่มสุราเมรัยจนไร้สติ
มิควรเห็นแก่การพักผ่อนจนมิเอางาน
พึงประพฤติตนให้มีคุณประโยชน์ต่อพระราชาทั้งต่อหน้าแลลับหลัง

เมื่อ ๓ วันผ่านไปจึงถวายบังคมลาพระราชาไปกับปุณณกะ ชนชาวเมืองและบรรดาเสนาอำมาตย์ ต่างก็โศกาอาดูรโดยทั่ว

ฝ่ายยักษ์ปุณณกะขี่ม้าเหาะไปในอากาศ คิดจะให้วิฑูรฑิตถูกกระแทกตายจะได้ควักหัวใจโดยง่าย จึงขี่ม้าทะยานไปในลมโดยแรงแต่ลมก็แหวกออกเป็นช่อง ด้วยอำนาจศีลและสัตย์ซึ่งวิฑูรบัณฑิตตั้งอธิษฐาน

ปุณณกะดึงม้าไปยังภูเขา หวังให้ฟาดต้นไม้และหินผา แต่วิฑูรบัณฑิตก็มิตกจากม้ากระแทกสิ่งใด

ยักษ์ปุณณกะคิดเนรมิตกายเป็นพญาช้างวิ่งเข้ามาแทง พระวิฑูรก็มิหวาดหวั่นตกใจกลัวแม้แต่น้อย

ยักษ์จึงแปลงเป็นงูใหญ่มาพันกายแผ่แม่เบี้ยขู่ พร้อมเสกพายุใหญ่พัดสนั่นเพื่อให้พระวิฑูรตกผาตาย พระวิฑูรก็มิทรงสะดุ้งสะเทือน

ยักษ์ปุณณกะจับพระวิฑูรฟาดภูเขา โยนไป ๓๐ โยชน์ พระวิฑูรก็ไม่ตาย

ไม่ว่าจะทำมหิทธิฤทธิ์อย่างไรก็มิอาจทำอันตรายได้ ยักษ์ปุณณกะจึงตัดสินใจจะลงมือฆ่าด้วยตัวเอง ขณะนั้นพระวิฑูรจึงเอ่ยถาม

"ท่านมิใช่มานพหนุ่มธรรมดาจึงมีฤทธิ์มากมาย ท่านยักษ์หรือเทวดา ไฉนจึงทำร้ายข้าพเจ้าให้เป็นกรรมแก่ตัวเองดังนี้"

"เราชื่อปุณณกะ เป็นยักษาหลานของท่านท้าวเวชสุวรรณ"

แล้วยักษ์ปุณณกะจึงเล่าความทั้งสิ้นให้ฟัง วิฑูรบัณฑิตจึงให้โอวาทแก่ยักษ์ว่า อันสาธุนรธรรมนั้นมี ๔ ประการ คือ ไม่สมควรร้ายมิตรหรือผู้ให้น้ำให้ที่พัก มิควรทำร้ายผู้อื่นดุจเผามือที่ชุ่ม ไม่ควรลุอำนาจกามหรือหลงสตรีจนทำชั่ว สมควรเดินตามคนที่เดินก่อนและเชื้อเชิญเขา คือ ให้รู้จักตอบแทนคุณ

เมื่อพระวิฑูรอธิบายรายละเอียดให้ฟังจนกระจ่าง ยักษ์ปุณณกะก็สำนึกได้ด้วยความเข้าใจตลอด และรู้ว่าตนประพฤติทุกข้อนั้นผิดทั้งสิ้น จึงคิดซาบซึ้งธรรมปล่อยตัวพระวิฑูร

แต่พระวิฑูรยืนยันจะลงเมืองบาดาล ยักษ์ปุณณะจึงอาสานำพาไปให้กับพญานาค

ครั้นเห็นพระวิฑูรนิ่งเฉย พญานาคทรงกริ้วที่พระวิฑูรไม่ถวายบังคม จึงตรัสถามไถ่ พระวิฑูรตอบว่า

"ข้าแต่พญานาค ข้าพเจ้ามิได้ดูหมิ่นพระองค์ แต่ธรรมดาของบัณฑิต จะให้กราบไหว้คนที่จะฆ่าตนได้อย่างไรกัน"

พญานาคสดับฟังจึงทรงพอพระทัยนัก พระวิฑูรทูลถามถึงสมบัติวิมานทิพย์ของพระองค์ พญานาคตอบว่าสมบัติทิพย์เหล่านี้มิได้สร้างเอง แต่มีโดยผลบุญในอดีตชาติที่เคยถือศีลบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิต

พระวิฑูรจึงว่าถ้าเช่นนั้นไฉนไม่ทำทานอีกในภพนี้ พญานาคจึงว่าก็ในบาดาลไม่มีภิกษุหรือสมณพราหมณ์ให้ทำบุญ พระวิฑูรจึงว่าทำด้วยการแผ่เมตตาจิตก็ได้ ไม่ต้องทำทานด้วยวัตถุ การไม่คิดร้ายเอาชีวิตผู้ใดก็คือแผ่เมตตาจิตแล้ว

พญานาคจึงทรงให้วิฑูรบัณฑิตแสดงธรรมแก่พระนางวิมาลา เป็นที่ซาบซึ้งเข้าใจแจ้งกันเป็นที่น่ายินดี พญานาคจึงตรัสว่าการแสดงธรรม คือ "หัวใจ" ของพระวิฑูรนั่นเอง

จากนั้นจึงพระราชทานพระธิดาให้ยักษ์ปุณณกะ จัดงานพิธีวิวาห์เฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ในบาดาล ให้เว้นการดื่มสุรา เว้นการประทุษร้าย ปล่อยสัตว์จากที่ขัง ตลอดเวลาเดือนหนึ่ง

พระวิฑูรก็ได้บรรณาการจากบาดาลทุกเดือน และดวงแก้วมณีที่พระธิดาและยักษ์ปุณณกะ มอบให้ตนก็ยกถวายยังพระราชาด้วยความภักดียิ่ง จากนั้นจึงแสดงธรรมให้โอวาทแก่ปวงชน ด้วยการถือศีลบำเพ็ญบุญตราบจนสิ้นอายุขัย

คติธรรมเรื่องนี้อยู่ที่เหตุแห่งความพิบัติคือการพนัน และการมีเมตตาจิตย่อมส่งผลให้ได้รับเมตตาจิตตอบด้วยในที่สุด


 

 

 

 
แบบฝึกหัดชั้นประถม
แบบฝึกหัด ป.1
แบบฝึกหัด ป.2
แบบฝึกหัด ป.3
แบบฝึกหัด ป.4
แบบฝึกหัด ป.5
แบบฝึกหัด ป.6
แบบฝึกหัดชั้นมัธยม
แบบฝึกหัด ม.1
แบบฝึกหัด ม.2
แบบฝึกหัด ม.3
แบบฝึกหัด ม.4
แบบฝึกหัด ม.5
แบบฝึกหัด ม.6
สูตรอาหาร
เมนูกับข้าว
เครื่องจิ้ม
ขนม-ของว่าง
เครื่องดื่ม
 
นิทาน
นิทานอีสป
นิทานทั่วไป
นิทานชาดก
นิทานวรรณคดี
นิทานเวตาล
 
     
  เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา    
สงวนลิขสิทธิ์ กระปุ๊กลุก.คอม